หน้าเว็บ

ปิดทองฝังลูกนิมิต 2564

งานปิดทองฝังลูกนิมิตทั่วประเทศ

 


Download File Excel (66 kb.) : www.pidthong.com_2564.xls 

(File Excel มีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เบอร์โทรติดต่อทางวัด,วันที่และเวลาตัดหวายลูกนิมิต,และข้อมูลอื่นๆ)

(ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อกับทางวัด เพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง)

ลำดับวัดวันที่ตำบลอำเภอจังหวัด
1วัดหนองหัววัว12 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.ด่านมะขามเตี้ยอ.ด่านมะขามเตี้ยจ.กาญจนบุรี
2วัดพุน้อย9 - 15 กุมภาพันธ์ 2564ต.ลุ่มสุ่มอ.ไทรโยคจ.กาญจนบุรี
3วัดมะลังกา25 ธันวาคม 2563 - 2 มกราคม 2564ต.หนองปลิงอ.เลาขวัญจ.กาญจนบุรี
4วัดไร่ลำปาง26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.โกสัมพีอ.โกสัมพีนครจ.กำแพงเพชร
5วัดท่าขึ้น26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.โพธิ์ทองอ.ปางศิลาทองจ.กำแพงเพชร
6วัดธรรมโสภณวนาราม28 ธันวาคม 2563 - 5 มกราคม 2564ต.คณฑีอ.เมืองจ.กำแพงเพชร
7วัดศรีสิทธิ์25 - 28 กุมภาพันธ์ 2564ต.โพนเพ็กอ.มัญจาคีรีจ.ขอนแก่น
8วัดตะพง11 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.เขาแก้วอ.ท่าใหม่จ.จันทบุรี
9วัดเนินโพธิ์ตรุษจีน ปี 2564ต.หนองบัวอ.เมืองจ.จันทบุรี
10วัดเขาแหลมสิงห์11 - 22 กุมภาพันธ์ 2564ต.บางกะไชยอ.แหลมสิงห์จ.จันทบุรี
11วัดหนองยางโพธาราม6 - 15 กุมภาพันธ์ 2564ต.คู้ยายหมีอ.สนามชัยเขตจ.ฉะเชิงเทรา
12วัดหนองงูเหลือม11 - 18 กุมภาพันธ์ 2564ต.ท่าบุญมีอ.เกาะจันทร์จ.ชลบุรี
13วัดเขาสามชั้นปี 2564ต.บ่อทองอ.บ่อทองจ.ชลบุรี
14วัดหนองเด่น27 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.สุขเดือนห้าอ.เนินขามจ.ชัยนาท
15วัดศรีดาวเรือง26 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.โพงามอ.สรรคบุรีจ.ชัยนาท
16วัดโสภาสิทธาราม5-8 พฤศจิกายน 2563ต.ริมกกอ.เมืองจ.เชียงราย
17วัดยกเจริญ11-13 ธันวาคม 2563ต.เมืองชุมอ.เวียงชัยจ.เชียงราย
18วัดโคกมะม่วง1-6 ธันวาคม 2563ต.ควนปลิงอ.เมืองจ.ตรัง
19วัดทอนเหรียน25 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.เขาไพรอ.รัษฎาจ.ตรัง
20วัดปากแจ่ม17 -23 มกราคม 2564ต.ปากแจ่มอ.ห้วยยอดจ.ตรัง
21วัดในเขา25 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.บ้าหวีอ.หาดสำราญจ.ตรัง
22วัดสักทองวนาราม21 - 26 กุมภาพันธ์ 2564ต.แม่ปะอ.แม่สอดจ.ตาก
23วัดแขมโค้ง26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.ท่าเรืออ.ปากพลีจ.นครนายก
24วัดปอพราน29 ธันวาคม 2563 - 10 มกราคม 2564ต.ทุ่งอรุณอ.โชคชัยจ.นครราชสีมา
25วัดโคกเปราะหอม29 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.พลสงครามอ.โนนสูงจ.นครราชสีมา
26วัดปลายดาบ28 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.สุขเกษมอ.ปักธงชัยจ.นครราชสีมา
27วัดสนุ่นงิ้ว1 - 3 มกราคม 2564ต.ท่าหลวงอ.พิมายจ.นครราชสีมา
28วัดพงษ์ศรีพรหม27 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564อ.หนองหัวแรดอ.หนองบุญมากจ.นครราชสีมา
29วัดจันทร์27 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.ดอนตรออ.เฉลิมพระเกียรติจ.นครศรีธรรมราช
30วัดน้ำดำ14-20 กุมภาพันธ์ 2564ต.ท่าเสม็ดอ.ชะอวดจ.นครศรีธรรมราช
31วัดบางบูชาชนาราม12-18 กุมภาพันธ์ 2564ต.เกาะทวดอ.ปากพนังจ.นครศรีธรรมราช
32วัดห้วยระย้า1-10 ตุลาคม 2564ต.นาพรุอ.พระพรหมจ.นครศรีธรรมราช
33วัดสหชาติประชาธรรม25 ธันวาคม 2563 - 5 มกราคม 2564ต.ทุ่งทองอ.หนองบัวจ.นครสวรรค์
34วัดโคกแก้วสองชั้น29 ธันวาคม 2563 - 5 มกราคม 2564ต.สองชั้นอ.กระสังจ.บุรีรัมย์
35วัดสว่างโพธิ์ทองวราราม29 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.ทุ่งจังหันอ.โนนสุวรรณจ.บุรีรัมย์
36วัดสาลวัน29 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.บ้านยางอ.ลำปลายมาศจ.บุรีรัมย์
37วัดบางเตยนอก5 - 14 มีนาคม 2564ต.บางเตยอ.สามโคกจ.ปทุมธานี
38วัดหนองแกปลายปี 2564ต.หนองแกอ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์
39วัดคลองเฆ่11 - 20 กุมภาพันธ์ 2564ต.บางเตยอ.บ้านสร้างจ.ปราจีนบุรี
40วัดป่าสวนงาม26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.บางวันอ.คุระบุรีจ.พังงา
41วัดถ้ำชาละวัน25 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.คลองคะเชนทร์อ.เมืองจ.พิจิตร
42วัดหนองนา29 ธันวาคม 2563 - 8 มกราคม 2564ต.บ่อทองอ.บางระกำจ.พิษณุโลก
43วัดพุมะคำสามัคคี12 - 20 กุมภาพันธ์ 2564ต.กลัดหลวงอ.ท่ายางจ.เพชรบุรี
44วัดเสาวคนธ์10 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.หัวสะพานอ.เมืองจ.เพชรบุรี
45วัดบุ่งคล้า27 ธันวาคม 2563 - 5 มกราคม 2564ต.ดงขุยอ.ชนแดนจ.เพชรบูรณ์
46วัดสว่างแสงจันทร์9 - 17 มกราคม 2564ต.น้ำชุนอ.หล่มสักจ.เพชรบูรณ์
47วัดในหาน18-26 ธันวาคม 2563ต.ราไวย์อ.เมืองจ.ภูเก็ต
48วัดบูรณะเขต29-31 ธันวาคม 2563ต.ดอกล้ำอ.ปทุมรัตต์จ.ร้อยเอ็ด
49วัดโสธาราม18-21 กุมภาพันธ์ 2564ต.หนองทัพไทยอ.พนมไพรจ.ร้อยเอ็ด
50วัดทรายแดงวนาราม7-15 เมษายน 2564ต.ทรายแดงอ.เมืองจ.ระนอง
51วัดกลางกร่ำ13 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.กร่ำอ.แกลงจ.ระยอง
52วัดสันติวัน13 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.ชากพงอ.แกลงจ.ระยอง
53วัดห้วงหิน13-21 กุมภาพันธ์ 2564ต.ซากบกอ.บ้านค่ายจ.ระยอง
54วัดคุณสารหนองไร่12 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.ทุ่งหลวงอ.ปากท่อจ.ราชบุรี
55วัดบ้านใหม่สามัคคี28 ธันวาคม 2563 - 5 มกราคม 2564ต.บ้านใหม่สามัคคีอ.ชัยบาดาลจ.ลพบุรี
56วัดสามัคคีบุญญาราม (วัดดอยหลวงปู่หลวง)1 - 9 มกราคม 2564ต.พระบาทอ.เมืองจ.ลำปาง
57วัดนาดี 4-6 มีนาคม 2564ต.ผักแพวอ.กันทรารมย์จ.ศรีสะเกษ
58วัดบ้านยาง29 ธันวาคม 2563 - 2 มกราคม 2564ต.ยางอ.กันทรารมย์จ.ศรีสะเกษ
59วัดสุวรรณาราม (บ้านหนองสาด)28 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.หนองใหญ่อ.เมืองจันทร์จ.ศรีสะเกษ
60วัดบ่อเกตุ11 - 20 กุมภาพันธ์ 2564ต.ทุ่งหมออ.สะเดาจ.สงขลา
61วัดบุญนาคประชาสรรค์ (วัดต้นลำแพน)11 - 19 กุมภาพันธ์ 2564ต.ยี่สารอ.อัมพวาจ.สมุทรสงคราม
62วัดธรรมโชติ12 - 21 กุมภาพันธ์ 2564ต.โรงเข้อ.บ้านแพ้วจ.สมุทรสาคร
63วัดเขาจาน6 - 14 กุมภาพันธ์ 2564ต.ท่าเกวียนอ.วัฒนานครจ.สระแก้ว
64วัดซับเม็ก11 - 20 กุมภาพันธ์ 2564ต.หนองน้ำใสอ.วัฒนานครจ.สระแก้ว
65วัดนิคมเขาตาก้อน27 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2564ต.เมืองไผ่อ.อรัญประเทศจ.สระแก้ว
66วัดบ้านช่องใต้6 - 14 กุมภาพันธ์ 2564ต.บ้านป่าอ.แก่งคอยจ.สระบุรี
67วัดโบสถ์แจ้ง26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.ตลาดน้อยอ.บ้านหมอจ.สระบุรี
68วัดม่วงฝ้าย7 - 15 กุมภาพันธ์ 2564ค.หัวปลวกอ.เสาไห้จ.สระบุรี
69วัดห้วยเจริญสุข26 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.ทักทันอ.บางระจันจ.สิงห์บุรี
70วัดศรีเมือง31 ธันวาคม 2563 - 6 มกราคม 2564ต.ไกรกลางอ.กงไกรลาศจ.สุโขทัย
71วัดใหม่เจริญผล8 - 14 มกราคม 2564ต.หนองจิกอ.คีรีมาศจ.สุโขทัย
72วัดกกตาด26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.ห้วยขมิ้นอ.ด่านช้างจ.สุพรรณบุรี
73วัดคอกวัว9 - 17 กุมภาพันธ์ 2564ต.หนองโอ่งอ.อู่ทองจ.สุพรรณบุรี
74วัดเขากอม29 ธันวาคม 2563 - 7 มกราคม 2564ต.คลองผาอ.ท่าชนะจ.สุราษฏร์ธานี
75วัดพรุศรี18 - 27 กุมภาพันธ์ 2564ต.พรุไทยอ.บ้านตาขุนจ.สุราษฏร์ธานี
76วัดรัษฎาราม (วัดเงิน)15 - 22 มกราคม 2564ต.บางงอนอ.พุนพินจ.สุราษฏร์ธานี
77วัดสมหวัง4 - 14 กุมภาพันธ์ 2564ต.วัดประดู่อ.เมืองจ.สุราษฏร์ธานี
78วัดศรีมณฑป29 ธันวาคม 2563 - 2 มกราคม 2564ต.จรเข้ร้องอ.ไชโยจ.อ่างทอง
79วัดคูมะนาวหวาน27 ธันวาคม 2563 - 6 มกราคม 2564ต.ม่วงเตี้ยอ.วิเศษชัยชาญจ.อ่างทอง
80วัดศรีชมภู11 - 15 มีนาคม 2564ต.ทมนางามอ.โนนสะอาดจ.อุดรธานี
81วัดศรีวิลัย3 - 9 มกราคม 2564ต.โพนสูงอ.บ้านดุงจ.อุดรธานี
82วัดพรสวรรค์5 - 9 มกราคม 2564ต.เชียงดาอ.สร้างคอมจ.อุดรธานี
83วัดสระมณี26 ธันวาคม 2563 - 3 มกราคม 2564ต.ผักตบอ.หนองหานจ.อุดรธานี
84วัดเทพนิมิต29 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564ต.เขาบางแกรกอ.หนองฉางจ.อุทัยธานี
85วัดสามัคคีธรรม (จังโหลน)28 ธันวาคม 2563 - 1 มกราคม 2564อ.กูบังปาสูรัฐเคดาห์มาเลเซีย

ขอบคุณที่มา   https://www.pidthong.com/pidthong2564.html

หลวงพ่อวัดไร่ขิง นครปฐม


องค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี 5 ชั้น เบื้องหน้ามีผ้าทิพย์ปูทอดลงมา
องค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ประดิษฐานเป็นพระประธาน อยู่ภายในอุโบสถ หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) ซึ่งหน้าวัดมีแม่น้ำนครชัยศรี หรือแม่น้ำท่าจีน ไหลผ่าน 
จากหนังสือประวัติของวัดไร่ขิงได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ได้อัญเชิญมาจากวัดศาลาปูน โดยนำล่องมาทางน้ำ ด้วยการทำแพไม้ไผ่ หรือที่เรียกกันว่าแพลูกบวบ รองรับองค์พระปฏิมากร เมื่อถึงหน้าวัดไร่ขิงจึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ภายในอุโบสถ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันสงกรานต์พอดี จึงมีประชาชนจำนวนมากมาชุมนุมกัน 
ในขณะที่อัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นจากแพ สู่ปะรำพิธีได้เกิดอัศจรรย์แสงแดดที่แผดจ้า กลับพลันหายไป ความร้อนระอุในวันสงกรานต์ก็บังเกิดมีเมฆดำมืดทะมึน ลมปั่นป่วน ฟ้าคะนอง และบันดาลให้มีฝนโปรยลงมา ทำให้เกิดความเย็นฉ่ำ และเกิดความปิติยินดี กันโดยทั่วหน้า
ประชาชนที่มาต่างก็พากันตั้งจิตอธิษฐานเป็นหนึ่งเดียวกัน ว่า “หลวงพ่อ จะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนร้ายคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหารฉันนั้น” ดังนั้น วันดังกล่าวที่ตรงกับวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย ทางวัดจึงได้ถือเป็นวันสำคัญ และได้จัดให้มีงานเทศกาลนมัสการปิดทองประจำปีหลวงพ่อวัดไร่ขิง สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ตำนานหลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้น จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา หรือที่เรียกว่า "มุขปาฐะ" มีหลายตำนาน ดังนี้
  • ตำนานที่ 1 ครั้งเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(พุก)ชาวเมืองนครชัยศรี ได้มาตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน ได้เข้าไปในพระอุโบสถวัดไร่ขิง หลังจากกราบพระประธานแล้ว มีความเห็นว่าพระประธานมีขนาดเล็กเกินไป จึงบอกให้ท่านเจ้าอาวาสพร้อมชาวบ้านไปอัญเชิญมาจากวัดศาลาปูนฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยวางลงบนแบบไม้ไผ่และนำล่องมาตามลำน้ำและอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ ตรงกับวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 วันสงกรานต์พอดี
  • ตำนานที่ 2 วัดไร่ขิงสร้างเมื่อปีกุน พุทธศักราช 2394 ตรงกับปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 3 ต้นปี ในรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งเป็นชาวเมืองนครชัยศรี ในขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะที่ "พระธรรมราชานุวัตร" ปกครองอยู่ที่วัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้กลับมาสร้างวัดที่บ้านเกิดของตนที่ไร่ขิง เมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งจากกรุงเก่า ( จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ) มาเพื่อประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ แต่การสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ท่านได้มรณภาพเสียก่อน ส่วนงานที่เหลืออยู่พระธรรมราชานุวัตร(อาจ จนฺทโชโต) หลานชายของท่านจึงดำเนินงานต่อจนเรียบร้อย และบูรณะดูแลมาโดยตลอดจนถึงแก่มรณภาพ
ตำนานที่ 3 ตามตำนานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับมีพระพุทธรูปลอยน้ำมา 5 องค์ก็มี 3 องค์ก็มี โดยเฉพาะในเรื่องที่เล่าว่ามี 5 องค์นั้น ตรงกับคำว่า " ปัญจภาคี ปาฏิหาริยกสินธุ์โน " ซึ่งได้มีการเล่าเป็นนิทานว่า ในกาลครั้งหนึ่ง มีพี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน ได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาจนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ชั้นโสดาบัน มีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งสัตย์อธิษฐานว่า เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยให้สัตว์โลกได้พ้นทุกข์ แม้จะตายไปแล้ว ก็จะขอสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้ได้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน ครั้นพระอริยบุคคลทั้ง 5 องค์ ได้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็เข้าไปสถิตในพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ จะมีความปรารถนาที่จะช่วยคนทางเมืองใต้ที่อยู่ติดแม่น้ำให้ได้พ้นทุกข์ จึงได้พากันลอยน้ำลงมาตามลำน้ำทั้ง 5 สาย เมื่อชาวบ้านตามเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำเห็นเข้า จึงได้อัญเชิญและประดิษฐานไว้ตามวัดต่างๆ มีดังนี้
  • พระพุทธรูปองค์ที่ 1 ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกง ขึ้นสถิตที่วัดโสธรวรวิหาร เมืองแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกกันว่า "หลวงพ่อโสธร"
  • พระพุทธรูปองค์ที่ 2 ลอยไปตามแม่น้ำนครชัยศรี (ท่าจีน)ขึ้นสถิตที่วัดไร่ขิงเมืองนครชัยศรี เรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง"
  • พระพุทธรูปองค์ที่ 3 ลอยไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสถิตที่วัดบางพลี เรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดบางพลี" แต่บางตำนานก็ว่า หลวงพ่อวัดบางพลีเป็นองค์แรกในจำนวน 5 องค์ จึงเรียกว่า "หลวงพ่อโตวัดบางพลี "
  • พระพุทธรูปองค์ที่ 4 ลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นสถิตที่วัดบ้านแหลม เมืองแม่กลอง เรียกว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม"
  • พระพุทธรูปองค์ที่ 5 ลอยไปตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา เมืองเพชรบุรี เรียกว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา"
ส่วนตำนานของเมืองนครปฐมนั้นเล่าว่า มีพระ 3 องค์ ลอยน้ำมาพร้อมกัน และแสดงปาฏิหาริย์จะเข้าไปยังบ้านศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ จึงได้เรียกตำบลนั้นว่า "บางพระ" พระพุทธรูป 3 องค์ลอยไปจนถึงปากน้ำท่าจีนแล้วกลับลอยทวนน้ำขึ้นมาใหม่ จึงเรียกตำบลนั้นว่า "สามประทวน" หรือ "สัมปทวน"
แต่เนื่องจากตำบลที่ชาวบ้านพากันไปชักพระขึ้นฝั่งเพื่อขึ้นประดิษฐาน ณ หมู่บ้านของตน แต่ทำไม่สำเร็จ ต้องเปียกฝนและตากแดดตากลมจึงได้ชื่อว่า "บ้านลานตากฟ้า" และ "บ้านตากแดด" ในที่สุดพระพุทธรูปองค์แรกจึงยอมสถิต ณ วัดไร่ขิงเรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" ส่วนองค์ที่ 2 ลอยน้ำไปแล้วสถิตขึ้นที่วัดบ้านแหลมจังหวัดสมุทรสงคราม เรียกว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" และองค์ที่ 3 ลอยตามน้ำไปตามจังหวัดเพชรบุรี แล้วขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา เรียกว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา"
วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำท่าจีนหรือเรียกอีกชื่อว่าแม่น้ำนครชัยศรี ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย สร้างโดย "สมเด็จพระพุทธฒาจารย์ (พุก)" มีหลวงพ่อวัดไร่ขิงซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นพระประธาน ที่ชาวนครปฐมเคารพนับถือ ระหว่างวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 3 ค่ำ เดือน 5 และช่วงเทศการตรุษจีนทุกปีจะมีงานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิงประจำปี ซึ่งเป็นงานใหญ่ของชาวนครปฐม เดิมเป็นวัดราษฏร์ ต่อมาจึงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2533
วัดไร่ขิง พระอารามหลวง หรือ วัดมงคลจินดาราม ตั้งอยู่ที่อำเภอสามพรานห่างจากกรุงเทพฯ 32 กม. มีทางเข้า 3 ทาง คือ ทางแยกหน้าสถานีตำรวจโพธิ์แก้ว ทางแยกหน้าสวนสามพราน และทางแยกพุทธมณฑลสาย 5 วัดไร่ขิง เป็นวัดราษฎร์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2334 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เรียกชื่อวัดตามชื่อตำบล เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดศาลาปูนมาประดิษฐานไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง
วัดไร่ขิง พระอารามหลวง เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนรู้จักกันดี นิยมเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงกันอยู่เสมอ ทุกวันอาทิตย์จะมีตลาดนัดอาหารและผลไม้จำหน่ายหน้าวัด และที่บริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์จะมีชาวสวนพายเรือนำพืชผักผลไม้มาจำหน่าย และบริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์นี้เป็นเขตอภัยทาน ร่มรื่น มีปลาสวายตัวโตนับพันอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมปังเลี้ยงปลาได้ และยังมีก๋วยเตี๋ยวเรือ (หมู) รสเลิศขายทุกวัน
นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า รวบรวมของเก่าเช่นถ้วยชาม หนังสือเก่า ซึ่งชาวบ้านนำมาถวายวัดจัดแสดงไว้ มีบ้านดินอินทณัฐซึ่งสร้างจากดินเหนียวซึ่งภายในเล่าถึงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า มีบ่อปลาคาร์ฟให้ผู้ที่มาทำบุญได้ให้อาหารด้วยขวดนม มีจุดพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม และในระหว่างวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 3 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี ทางวัดไร่ขิงจะจัดงานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้น มีการออกร้านและมหรสพมากมาย
หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ พุทธลักษณะเป็นสมัยเชียงแสน สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยไทยล้านนา และล้านช้าง ตามตำนาน เล่าว่าลอยน้ำมา และอัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดศาลาปูน วัดไร่ขิงนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระราชทานนามให้ว่า วัดมงคลจินดาราม (ไร่ขิง) แต่ชาวบ้านเรียกกันเต็ม ๆ ว่าวัดมงคลจินดารามไร่ขิง จนกระทั่งเหลือแต่ชื่อวัดไร่ขิงไปในที่สุด
คนรุ่นเก่าได้เล่าสืบต่อกันมาว่า วัดไร่ขิงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2394 โดยพระธรรมราชานุวัตร (พุก) ชาวเมืองนครชัยศรี มณฑลนครชัยศรี (ต่อมา ท่านได้รับสถาปนาสมศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก)) ในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร ท่านได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิงและวัดดอนหวาย ซึ่งเป็นบ้านโยมบิดาและมารดาของท่าน แต่ยังไม่แล้วเสร็จ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) มรณภาพเมื่อปี วอก พ.ศ. 2427 รวมสิริอายุ 91 ปี พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 9 เมษายน ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 10 ค่ำ เดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2428 
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มาพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุพิเศษวัดศาลาปูน ดังนั้น งานทุกอย่างจึงตกเป็นภาระของพระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺทโชโต) เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนรูปที่ 6 ซึ่งเป็นหลานชายของท่าน”  แต่ไม่ทราบว่าท่านกลับมาปฏิสังขรณ์วัดเมื่อใดหรือท่านอาจจะมาในปี พ.ศ. 2453 ตอนที่ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมราชานุวัตรก็อาจเป็นไปได้ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ 75 ปี และเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนรูปที่ 6 ต่อจากสมเด็จพุฒาจารย์ (พุก) อย่างไรก็ตาม ในการปฏิสังขรณ์วัดไร่ขิงในสมัยท่านอยู่ประมาณปี พ.ศ. 2427 หรือ 2453 เป็นต้นมา
สำหรับชื่อวัดนั้น มีเรื่องเล่าว่า พื้นที่วัดในอดีตมีชาวจีนปลูกบ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมากและนิยมปลูกขิงกันอย่างแพร่หลาย จนเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือชุมชนในแถบนี้ว่า “ไร่ขิง” ต่อมา เมื่อมีชุมชนหนาแน่นมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการสร้างวัดเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ดังนั้น วัดจึงได้ชื่อตามชื่อของหมู่บ้านหรือชุมชนว่า “วัดไร่ขิง”
ในราวปี พ.ศ. 2446 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เสด็จตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน สมเด็จฯ ได้เสด็จมาที่วัดไร่ขิง และทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า “วัดมงคลจินดาราม” ทั้งทรงใส่วงเล็บชื่อเดิมต่อท้ายจึงกลายเป็น “วัดมงคลจินดาราม (ไร่ขิง)” เมื่อเวลาผ่านพ้นมานานและคงเป็นเพราะความกร่อนของภาษาจึงทำให้วงเล็บหายไป คงเหลือเพียงคำว่า “ไร่ขิง” ต่อท้ายคำว่า “มงคลจินดาราม” จึงต้องเขียนว่า “วัดมงคลจินดาราม-ไร่ขิง” แต่ในทางราชการยังคงใช้ชื่อเดิมเพียงว่า “วัดไร่ขิง” สืบมาจนทุกวันนี้
ภาพโดย
คงชีพ ธรรมทัศนานนท์
ขอบคุณข้อมูลจาก

หลวงพ่อโสธร (องค์จริง) ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

หลวงพ่อโสธร (องค์จริง) ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
หลวงพ่อโสธร หรือ หลวงพ่อพระพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปหินทราย 11 ชิ้น สมัยอยุธยาตอนต้น หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอกเศษ เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ พระพักตร์ค่อนข้างกลมแป้น พระขนงโก่งเล็กน้อย พระเนตรเล็กหรี่ เหลือบลงต่ำ พระโอษฐ์เล็ก สีพระพักตร์ขรึมแบบอยุธยา ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมร แต่ได้เสริมแต่งขึ้นจากเดิมโดยพอกปูนในภายหลังและลงรักปิดทองให้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 5 นิ้ว ศิลปะล้านช้าง (ปัจจุบันกะเทาะปูนออกแล้ว)

พุทธลักษณะ

หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือมีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มีส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว พระเพลากว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถหลวงวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตำนาน

ตำนานหลวงพ่อโสธรนั้น ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือสร้างเมื่อใด ทราบตามที่เล่าต่อๆ กันมาแต่เพียงว่า ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูป
เมื่อมาถึงบริเวณหนึ่งก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวบ้านบริเวณนั้นพบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่ก็เอาขึ้นมาไม่ได้เพราะเชือกขาด ก่อนที่พระทั้งสามองค์จะจมหายไปบริเวณที่พระทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า สามพระทวน ต่อมาได้เพี้ยนและเรียกว่า สัมปทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้
ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่คลองคุ้งให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็พยายามชุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกองพันทหารช่างที่ 2 ฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า แหลมลอยวน คลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง ภายหลังก็เงียบไป
จวบจนองค์หนึ่งได้ลอยไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง และไปปรากฏขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้
องค์ที่สองได้ลอยวนไปวนมาและมาผุดขึ้นหน้า วัดหงษ์ เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีหงษ์ทำด้วยทองเหลืองอยู่บนยอดเสานั้น จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมาเสียชำรุด ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง แล้วต่อมาก็เกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็นวัดโสธร
ประชาชนพลเมืองจำนวนมากได้พากันหลั่งไหลมาอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษผู้รู้คนหนึ่งสำเร็จไสยศาสตร์หรือเทพไสยรู้หลักและวิธีอาราธนา จึงได้ทำพิธีปลูกศาลเพียงตาบวงสรวง กล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดาอาราธนา และได้ใช้สายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อนจะค่อยฉุดลากขึ้นมาบนฝั่ง พระพุทธรูปจึงเสด็จขึ้นมาบนฝั่งเป็นที่ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งของชาวเมือง จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ในพระวิหารวัดโสธร และเรียกนามว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา
ส่วนองค์สุดท้ายได้ลอยไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาประชาชนละแวกนั้นก็หลั่งไหลมาอาราธนาขึ้นฝั่งฉุดขึ้นเป็นการใหญ่แต่ก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เล่ากันว่ามีประชาชนพากันมาฉุดนับได้ถึงสามแสนคน จึงเรียกสถานที่นั้นว่า สามแสน ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น สามเสน และเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ก็ลอยไปผุดขึ้นที่คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชนจึงได้ได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดพลับพลาชัยชนะสงครามหรือวัดบางพลีใหญ่ในตราบจนทุกวันนี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกรูปหนึ่งของเมืองไทย คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน
บางตำนานได้เล่าว่ามีพระพุทธรูปพี่น้องอยู่ห้าองค์ อีกสององค์คือ หลวงพ่อไร่ขิง วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และ หลวงพ่อ(ทอง)เขาตะเครา วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี และบางพื้นที่เล่าเป็นพระพุทธรูปพี่น้องหกองค์ โดยเพิ่ม หลวงปู่หิน วัดอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ด้วย

ประวัติศาสตร์

หลวงพ่อโสธร น่าจะประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธร มานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ ถึง สมัยเจ้าสามพระยา (500-600 ปีก่อน) เป็นพระหินทรายประกอบสมัยอยุธยา และเดิมที วัดนี้ก็ชื่อโสธร ตามชื่อคลองโสธร มานานแล้ว ไม่มีหลักฐานที่บอกว่าชื่อ วัดหงษ์ เพราะ เสาหงษ์หัก เลยชื่อ เสาทอน เพี้ยนมาเป็นโสธร ตามตำนานหลวงพ่อโสธร นิราศฉะเชิงเทราและโคลงนิราศปราจีนบุรี ที่แต่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อกวีเดินทางผ่านบ้านโสธร ก็กล่าวถึงเพียงวัดโสธรเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงหลวงพ่อโสธรเลย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2416 พระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ได้สร้างพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร และสร้างถนนดินจากหน้าเมืองมาวัดโสธร 26 เส้น นางมีภรรยาได้สร้างศาลาและขุดสระกึ่งกลางถนน สันนิฐานว่าการบูรณะครั้งนั้น ได้พอกปูนปั้นหลวงพ่อโสธรทำให้กลายเป็นพุทธศิลป์ล้านช้าง เพราะกลุ่มช่างที่บูรณะมาจากเมืองพนมสารคาม หลังจากนั้นก็ได้ใช้พระอุโบสถเป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
ส่วนตำนานหลวงพ่อโสธรลอยน้ำมานั้น สันนิฐานว่ามาจากกลุ่มคนมอญแถววัดโสธรที่นำตำนานพระลอยน้ำจากพระราชพงศาวดารเหนือ มาอธิบายประวัติหลวงพ่อโสธร

พระอุโบสถหลังใหม่

แต่เดิม หลวงพ่อพุทธโสธรประทับอยู่ในโบสถ์หลังเก่าที่มีขนาดเล็กซึ่งสร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมกับพระพุทธรูปองค์อื่นๆอีก 18 องค์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ มีพระราชปรารภเรื่องความคับแคบของพระอุโบสถเดิม พระจิรปุณโญ (ด. เจียม กุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสจึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างพระอุโบสถหลังใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานการสร้าง และทรงเป็นผู้กำกับดูแลงานสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือยอดมณฑป เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงตัดหวายลูกนิมิต เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 
การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์ 
ศิลปะภายในพระอุโบสถหลวงพ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์ เป็นเรื่องราวของสีทันดรมหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาล โดยตำแหน่งของดวงดาวบนเพดาน กำหนดตำแหน่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 ณ เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ
อนึ่ง ในการสร้างพระอุโบสถใหม่ครั้งนั้น กรมศิลปากรได้ทำการกะเทาะปูนปั้นที่หุ้มองค์หลวงพ่อโสธรออก ทำให้พบว่าหลวงพ่อโสธรเป็นหินทราย 11 ชิ้น ศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียม กุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร และดร.สุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้ร่วมเป็นพยานบุคคลในการปฏิบัติงานกะเทาะปูนหลวงพ่อโสธรด้วย

งานเทศกาลประจำปี

เทศกาลประจำปีหลวงพ่อโสธรจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ
  • ครั้งแรกจัดช่วงเดือน 5 เรียกว่า งานกลางเดือน 5 เริ่มจัดงานตั้งแต่วันขึ้น 14-15 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน
  • ครั้งที่สองจัดช่วงเดือน 12 เรียกว่า งานกลางเดือน 12 เริ่มจัดงานตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน โดยจัดร่วมกับงานกาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา
ภาพโดย
คงชีพ ธรรมทัศนานนท์
ขอบคุณที่มาข้อมูล https://th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธโสธร